Home2556‎ > ‎

การเงินและลงทุน



ยอดขายตก หมุนเงินไม่ทัน หนี้สินพอกพูน ธุรกิจแย่ลง?

โพสต์11 ก.พ. 2558 20:20โดยสันติ จันทโชติ   [ อัปเดต 11 ก.พ. 2558 20:56 ]


    มีขึ้นย่อมมีลง ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง มีทั้งความแน่นอนและความไม่แน่นอน หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปตามกาลเวลา เมื่อมีปัญหาท้าทาย
ก็ต้องแก้ไขกันไปตามกำลังที่มี ด้วยความอดทน

หลักคิดการขายและการตลาด
  • การแก้ไขปัญหาด้านการขาย  เป็นการแก้ไขปัญหาด้านยุทธวิธี (แก้ไขปัญหาระยะสั้น)
  • การแก้ไขปัญหาด้านการตลาด เป็นการแก้ไขปัญหาด้านยุทธศาสตร์ (แก้ไขปัญหาระยะยาว)
ปัจจัยแห่งความสำเร็จทางการตลาด (อ้างอิง #2)
  1. การเลือกกลุ่มเป้าหมาย มีผลต่อความสำเร็จ 40%
  2. ข้อเสนอ/จุดขาย มีผลต่อความสำเร็จ 30%
  3. วิธีการสื่อสารการตลาด มีผลต่อความสำเร็จ 20%
  4. ช่วงเวลาในการสื่อสาร มีผลต่อความสำเร็จของโปรแกรมตลาด 10%
ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

1.การเลือกกลุ่มเป้าหมาย มีผลต่อความสำเร็จ 40%
  • กลุ่มเป้าหมายหลักเป็นใคร; เด็ก, พ่อบ้าน, แม่บ้าน, คนชรา อายุเท่าไร อยู่ที่ไหน มีบุคลิกอย่างไร เจาะให้ลึกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (Focus)
  • คนซื้อ(Shopper) คือใคร อายุเท่าไร อยู่ที่ไหน มีบุคลิกอย่างไร เจาะให้ลึกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (Focus)
2. ข้อเสนอ/จุดขาย มีผลต่อความสำเร็จ 30%
  • สินค้าของคุณ แตกต่าง, ดีกว่า และให้ประโยชน์ให้กับกลุ่มเป้าหมายหลัก ที่ดีกว่า มากกว่าคู่แข่งอย่างไร
  • ใช้ FAB ช่วยในการวิเคราะห์ ดังนี้
    • Feature ส่วนประกอบ, คุณสมบัติเด่น มีอะไรบ้าง
    • Advantage ส่วนประกอบ, คุณสมบัติเด่นนั้น ดีกว่า ของคู่แข่งอย่างไร
    • Benefit ส่วนประกอบ, คุณสมบัติเด่นนั้น ที่ดีกว่า ของคู่แข่งนั้น ให้ประโยชน์ อะไรแก่ กลุ่มเป้าหมายหลัก
3. วิธีการสื่อสารการตลาด มีผลต่อความสำเร็จ 20%
  • Advertising Theme, Creative, Presenter, Mood & Tone, Rebranding, Social Media etc.
4. ช่วงเวลาในการสื่อสาร มีผลต่อความสำเร็จของโปรแกรมตลาด 10%
  • Season, Holiday, End of month, Time of Day

ข้อแนะนำประสบการณ์: ควรทำอย่างไรเมื่อยอดขายตก (อ้างอิง #1)

    
ไม่ว่าธุรกิจอะไรก็ตามลองทำแบบนี้ดูนะครับ...
  1. ดูว่าสินค้าเรายังขายได้ไหม อันนี้สำคัญที่สุด
  2. ดูว่าสินค้าเรามีโอกาสยังทำตลาดได้อีกไหม 
  3. ดูว่าคู่แข่งเรามีมากไหมแล้วเราอยู่เบอร์ไหน สู้ไหวไหม
  4. ดูว่า สถานการณ์ปัจจุบัน วางแผนแบบดีสุดแย่สุดเอาไว้ ดีสุดเราอยู่ได้กี่วัน แย่สุดเราอยู่ได้กี่วัน
  5. คิดแผนอยู่และตายสำหรับธุรกิจเราเอาไว้เลย
  6. ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมดทั้งเรื่องงานและส่วนตัวลงไป
  7. เข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริงว่าเป็นชั่วคราวหรือเป็นถาวรสำหรับยอดขายตก
  8. ถ้าสู้จะลุยต่อต้องเชื่อว่าตัวเองทำได้ อย่าไม่มั่นใจในตัวเองเด็ดขาด
  9. ลิสต์ลูกค้าขาประจำที่เคยซื้อและติดต่อกลับไปให้ได้ ดูว่าจะซื้อเพิ่มได้ไหม และนี่คือเหตุผลที่ควรเก็บเบอร์ติดต่อลูกค้าไว้เสมอครับ
  10. ทำประชาสัมพันธ์ ให้คนมาร้านหรือสินค้าเรามากที่สุดไว้ก่อน โดยที่ไม่ขาดทุน ให้ได้ผล อาจจะแจกฟรี กินฟรี หรือบริการฟรี
  11. เรียกความเชื่อมั่นและสร้างกระแสให้คนมาสนใจเราให้ได้มากที่สุดไว้ก่อนครับ
  12. เน้นว่า ขายได้เร็วกำไรน้อย ดีกว่า ขายได้กำไรสูง แต่ขายได้ช้ามาก อันนี้ลองเอาไปปรับตัวดูนะครับ
  13. หมั่นขยันทำประชาสัมพันธ์การตลาดทุกรูปแบบ ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ให้มันเป็นลมหายใจเข้าออกคุณเลยว่า คุณต้องขายของ
    แต่ให้ขายของในที่เหมาะ และไม่ไปยัดเยียดสินค้าที่ไม่ควรทำ เช่น โฆษณาขายครีม ใน ไอจีที่เขาไม่ให้ขาย ใครดูก็รำคาญครับ 
    แถมทำให้ของสินค้าของเราแย่ไปอีกนะครับ
  14. พยายามทำความดีกับลูกค้าให้มากๆ เจออะไรฟรี หรือราคาถูกแจกได้ทำไปเลย แม้ว่าวันนี้คุณจะไม่ได้ยอดขายตก ซื้อใจลูกค้า 
    ซื้อใจคนผ่านไปผ่านมาไว้ก่อน ให้เขาเห็นใจและจดจำเรา สักวันหากเขาอยากซื้อเขาจะได้กลับมาก ซื้อใจตอนคนเห็นใจราคาถูกกว่า
    และมีคุณค่ากว่า ซื้อตอนที่คนเสียความรู้สึกนะครับ

ค่าปรับผ่อนชำระภาษีแพง..ต้องระวังให้ดี

โพสต์15 ธ.ค. 2557 20:06โดยสันติ จันทโชติ   [ อัปเดต 15 ธ.ค. 2557 20:32 ]


    ไม่อยากให้คุณอ่านประเด็นนี้เพียงผ่านๆ เพราะหากผิดพลาดขึ้นมาคุณอาจจะต้องเสียดอกเบี้ยค่าปรับการผ่อนชำระเงินภาษีเพิ่มมากกว่าที่ควรจะเป็นด้วยความไม่รู้...
  • ดอกเบี้ยปรับผ่อนชำระภาษี 1.5% ต่อเดือน
  • ไม่ว่าจะผิดนัดงวดใดก็แล้วแต่ จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ครบชำระภาษีเสมอ
  • **** เศษของวันคิดเต็มเดือน ****
ตัวอย่าง
    มียอดที่ต้องชำระภาษีทั้งหมด 41,944 บาท แบ่งจ่าย 3 งวด
  • งวด1  ชำระภายในวันที่ 8/10  จำนวน 13,982 บาท
  • งวด 2 ชำระภายในวันที่ 8/11  จำนวน 13,982 บาท
  • งวด 3 ชำระภายในวันที่ 8/12  จำนวน 13,981 บาท
    สมมติว่า ลืมชำระภาษีงวด3 นึกได้เลยมาชำระภาษีในวันที่ 16/12/2557
    คุณคิดว่าจะต้องเสียดอกเบี้ยค่าปรับเท่าไหร่?

วิธีการ:
  • งวด 3 ถือว่าผิดนัด 3 เดือน ดอกเบี้ยปรับรวม 1.5*3 =4.5% เงินต้น 13,981 บาท
  • ดอกเบี้ยปรับที่ต้องจ่ายเพิ่มคือ 629.15 บาท
  • รวมต้องจ่ายงวดที่ 3 คือ 14,610.15 บาท (13,981+629.15)
     สรุปคือ หากต้องผ่อนชำระภาษี ต้องระวังให้ดี...จ่ายให้ตรงเวลานะครับ

ความแพงอยู่ตรงไหน?  
    • ดอกเบี้ยปรับผ่อนชำระภาษี คือ 18% ต่อปี
    • เศษของวันก็คิดเต็มเดือน



ลงทุนอย่างไรให้มีรายได้ 25,000-50,000 บาทต่อเดือน

โพสต์16 ม.ค. 2557 20:56โดยสันติ จันทโชติ   [ อัปเดต 17 ม.ค. 2557 15:06 ]

สาระสำคัญ
      การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญคือ เงิน เวลา และปัญญา  
การกำหนดเป้าหมายการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ 
เพื่อใช้สำหรับกำหนดเงื่อนการลงทุน

เริ่มเก็บเงินเดือนละ 5,000 บาท ติดต่อกัน 5 ปี จะมีเงินเหลือเก็บเท่าไร?
♦ กำหนดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 0% (ไม่มีการนำไปลงทุนใดๆ)
♦ 1 ปีมีเงินเก็บ 5,000 x 12 = 60,000 บาท
♦ 5 ปีมีเงินเก็บ 60,000 x 5 = 300,000 บาท 



ถ้านำเงินออม(ต้นเงิน) 300,000 บาท นำไปลงทุนผลตอบแทน 7%  จะมีเงินเหลือเก็บเท่าไร?

 สิ้นปีที่
 ลงทุนครั้งเดียว
(300,000 บาท)
 ลงทุนเดือนละ 5,000 บาท
จ่ายผลตอบแทนรายเดือน
 1 321,000   61,963
 2 343,470 128,405
 3 367,513 199,650
 4 393,239 276,046
 5 420,765 357,964

ข้อเตือนใจ:
  1. มีคนบางกล่าวว่า ลงทุนเดือนละ 5,000 บาท 5 ปี มีเงิน 1 ล้าน มีโอกาสสำเร็จสูงมาก ขอให้ระลึกไว้ด้วย! มันเสี่ยงสูงด้วยเช่นกัน
 
ต้องใช้ต้นเงินจำนวนเท่าไร? นำไปลงทุนผลตอบแทน 7% เพื่อมีรายได้เฉลี่ย 25,000-50,000 บาทต่อเดือน
  • คำนวณ  จำนวนเงินต้น (P) = ผลตอบแทนต่อปี(I) / อัตราผลตอบแทนต่อปี(RT)  
  • 4,285,714 = 300,000/0.07
 รายได้
(ต่อเดือน)
 รายได้
(ต่อปี)
 จำนวนเงินต้นที่ต้องการ
(เงินลงทุนต้นปี)
 25,000 300,000 4,285,714
 30,000 360,000 5,142,857
 35,000 420,000 6,000,000
 40,000 480,000 6,857,143
 45,000 540,000 7,714,286
 50,000 600,000 8,571,429

ปัญหา/อุปสรรค/คำถาม/ความต้องการ :
  1. ทำอย่างไร? จึงจะมีจำนวนต้นเงินลงทุนได้ตามที่ต้องการ
  2. ต้องใช้เวลากี่ปี เพื่อหาต้นเงินลงทุนที่ต้องการ
  3. ต้องนำเงินต้นไปลงทุนอะไรบ้าง? จึงจะได้รับผลตอบแทนตามที่กำหนดไว้
  4. ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นมีเสถียรภาพหรือไม่? เพราะเราต้องใช้เงินทุกปี
  5. ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือไม่?
  6. ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน?

ข้อมูลการลงทุนที่น่าสนใจ

ออมเงินกองทุนเกษียณอายุ...สบายๆ แบบรายเดือน

โพสต์14 ม.ค. 2557 00:51โดยสันติ จันทโชติ   [ อัปเดต 17 ม.ค. 2557 15:15 ]


นับจากวันนี้ต้องออมเงินวันละเท่าไร เพื่อมีเงินใช้หลังเกษียณ 20 ปี (อายุ 60-80 ปี)?

เราต้องใช้เงินจำนวนเท่าไร ในช่วง 20 ปีหลังเกษียณอายุ?
   • ถ้ากำหนดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 500 บาท (ตลอด 20 ปี โดยไม่สนใจเรื่องมูลค่าเงินที่ลดลงจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น)
   • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยปีละ (500 x 365) = 182,500 บาท  คิดเป็นตัวเลขกลมๆ เพื่อให้คิดง่ายๆ รวมก็ประมาณ 200,000 บาทต่อปี
   • รวม 20 ปี จำนวนเงินที่ต้องใช้จ่ายหลังเกษียณอายุรวมทั้งหมดเท่ากับ 4,000,000 บาท
   
   หากเราสมมติว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเท่ากับ 0% และอัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 0% ตลอดระยะเวลา 20 ปี นั่นคือ 
เมื่อครบอายุ 60 ปีเต็ม เราจำเป็นต้องมีเงินฝากเตรียมไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจำนวน 4,000,000 บาท 
(โดยวงเงินนี้จะไม่นับรวมกับจำนวนเงินที่จะต้องเตรียมไว้สำหรับเป็นค่ารักษาพยาบาล) 

ทำไมจำเป็นต้องเตรียมเงินกองทุนเกษียณอายุนี้ด้วย?  
    • สาเหตุเพราะความแก่ชราเป็นเรื่องธรรมชาติของทุกชีวิต สภาพร่างกายเริ่มทรุดโทรมจากการใช้งานมานานตลอด 60 ปีและกำลังเสื่อมสลายลงทุกวัน
    • แม้จะแก่ชรา แต่เราก็ยังคงจำเป็นต้องกินต้องใช้ แม้จะเป็นวัยพักผ่อนจากการทำงานแล้ว หรือ ไม่มีรายได้จากการทำงานแล้วก็ตาม

คุณเหลือเวลาที่จะออมเงินอีกกี่ปี?  (เรามีเวลาเก็บเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอีกกี่ปี?)
    • ต้องเตรียมเงิน 4,000,000 บาทให้ได้ตอนอายุครบ 60 ปี
    • หากปัจจุบันอายุ 30 ปี ก็เหลือเวลาออมเงิน 30 ปี หรือ 360 เดือน (30 x 12)  
    • ต้องออมปีละ (4,000,000 / 30) เท่ากับ  133,333 บาท (ประมาณปีละ 134,000 บาท ปัดขึ้นเพื่อให้คำนวนง่ายๆ)
    • ต้องออมเดือนละ  (4,000,000 / 360)  เท่ากับ 11,111 บาท (ประมาณเดือนละ 12,000 บาท ปัดขึ้นเพื่อให้คำนวณง่ายๆ)
    • ต้องออมวันละ (4,000,000 / (30*365)) เท่ากับ 365 บาท (ประมาณวันละ 400 บาท ปัดขึ้นเพื่อให้คำนวณง่ายๆ)
    • ขอย้ำอีกครั้งว่า ตัวเลขนี้คำนวณ โดยสมมติว่าอัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 0% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเท่ากับ 0%

ตารางสรุปเป้าหมายการออมเงิน: (ปัดเศษขึ้นให้เป็นตัวกลมแล้ว เพื่อให้ทำความเข้าใจง่ายขึ้น)

อายุปัจจุบัน
(ปี)
 เหลือเวลาออมเงิน
(ปี)
 เหลือเวลาออมเงิน (เดือน)  ออมปีละ
(บาท)
 ออมเดือนละ
(บาท)
ออมวันละ
(บาท) 
 30  30  360  134,000  12,000   400
 35  25  300  160,000 14,000  450
 40  20  240  200,000 17,000  550
 45  15  180  266,000  23,000  750
 50  10  120  400,000  34,000  1,100
 55  5  60  800,000  67,000  2,200

อัตราผลตอบแทนหรืออัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ช่วยเพิ่มปริมาณเงินออมของคุณได้?
    • (สมมติ) หากว่าคุณได้รับผลตอบแทนการออมเงินมากกว่า 0% ผลที่ได้คือปริมาณเงินออมของคุณก็จะเพิ่มขึ้น และ
    • (สมมติ) หากว่าการออมเงินของคุณอยู่ในลักษณะของดอกเบี้ยทบต้น ปริมาณเงินออมของคุณก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน (ฝากโดยไม่ถอนเลย)
    • ถ้ามีเวลา 30 ปี ออมเงินให้ได้ 4,000,000 บาท โดยอัตราผลตอบแทน 2%  ต้องออมเงินเดือนละเท่าไร?
      (ออมเงินเดือนละ 8,120 บาท 360 เดือน อัตราผลตอบแทน 2% จะออมเงินได้ทั้งหมด 4,000,000 บาท) 
       
ตารางออมเงินกองทุนเกษียณอายุ วงเงินประมาณ 4,000,000 บาท ที่อัตราผลตอบแทน 2%:
(ปัดเศษขึ้นให้เป็นตัวกลมแล้ว เพื่อให้ทำความเข้าใจง่ายขึ้น)

 อายุปัจจุบัน
(ปี)
 ออมเดือนละ
(บาท)
 ออมปีละ
(บาท)
 ออมวันละ
(บาท)
 30  8,200  98,400  270
 35  10,300  123,600  350
 40  13,600  163,200  450
 45  19,100  229,200  650
 50  30,200  362,400  1,000
 55  63,500  762,000  2,100

ปัญหาพื้นฐานของการออมเงินกองทุนเกษียณอายุ:
  1. ช่วงวัยเพิ่งเริ่มทำงาน มีเงินออมน้อย รายได้ยังน้อยอยู่
  2. ช่วงวัยทำงานและเริ่มสร้างครอบครัว มีเงินออมน้อย เพราะภาระเพิ่มขึ้น เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายลูก เป็นต้น
  3. ช่วงวัยผู้ใหญ่ มีเงินออมน้อย เมื่อเทียบกับวงเงินเป้าหมาย เพราะมีระยะเวลาการออมเงินสั้นลง
  4. ปัญหาการออมเงินที่สำคัญ คือ วินัยการออม ที่ต้องออมเงินในระยะยาว
  5. ปัญหาการลงทุนที่สำคัญ คือ ความเสี่ยง และความโลภ
  6. ทำอย่างไร? ให้ออมเงินเป็นรายเดือนแบบสบายๆ ไม่หนักกระเป๋า 
ทางเลือกในการแก้ไขปัญหา:
  1. ช่วงวัยเริ่มทำงาน เลือกแหล่งออมเงิน ที่เน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูง เพราะยังมีเวลาออมเหลือมาก
  2. แบ่งกองทุนเป็นกองทุนขนาดเล็กหลายกองทุน โดยกำหนดช่วงห่างการออมแต่ละกองทุนให้เหมาะสม เช่น ทุก 2ปี 3ปี 4ปี หรือ 5ปี เป็นต้น   
ตารางออมเงินกองทุนเกษียณอายุ วงเงินประมาณ 1,000,000 บาท ที่อัตราผลตอบแทน 2%:
(ปัดเศษขึ้นให้เป็นตัวกลมแล้ว เพื่อให้ทำความเข้าใจง่ายขึ้น)

 อายุปัจจุบัน
(ปี)
 ออมเดือนละ
(บาท)
 ออมปีละ
(บาท)
 ออมวันละ
(บาท)
 อัตราเงินเดือน
(ออม 10%)
 30  2,100  25,200  70  21,000
 35  2,600  31,200  90  26,000
 40  3,400  40,800  120  34,000
 45  4,800  57,600  160  48,000
 50  7,600  91,200  250  76,000
 55  16,000  192,000  530  160,000

ตารางออมเงินกองทุนเกษียณอายุ วงเงินประมาณ 500,000 บาท ที่อัตราผลตอบแทน 2%:
(ปัดเศษขึ้นให้เป็นตัวกลมแล้ว เพื่อให้ทำความเข้าใจง่ายขึ้น)

 อายุปัจจุบัน
(ปี)
 ออมเดือนละ
(บาท)
 ออมปีละ
(บาท)
 ออมวันละ
(บาท)
 อัตราเงินเดือน
(ออม 10%)
 30  1,050  12,600  35   10,500
 35  1,300  15,600 45  13,000
 40  1,700  20,400  60   17,000
 45   2,400   28,800  80   24,000
 50  3,800  45,600 125  38,000
 55   8,000   96,000  270   80,000

สถิติตัวเลขประมาณการอัตราเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย:
 ประเภท 2555 2556 2557
 อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน
 2.1 1.11.4
 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 3.0 2.2 2.4

หมายเหตุ: 
  1. อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ไม่รวมหมวดอาหารสดและหมวดพลังงาน
  2. ข้อมูลเศรษฐกิจการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย
  3. ข้อมูลเศรษฐกิจของสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า
เมื่อรวมปัจจัยอัตราเงินเฟ้อ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดหลังเกษียณอายุเป็นจำนวนเงินเท่าไร?
  1. กำหนดอัตราเงินเฟ้อ 2%
  2. กำหนดอายุปัจจุบันของผู้ออมเงิน 40 ปี
  3. ค่าใช้จ่ายปัจจุบันปีละ 200,000 บาท 
  4. ความต้องการใช้เงิน 20 ปี ระหว่างอายุ 60-80 ปี
  5. มูลค่าเงินในอนาคตเป็นตัวเลขที่ปัดเศษขึ้นเป็นตัวกลมเพื่อให้อ่านง่ายขึ้น
    (ค่าเงินมันลดลง เพราะข้าวของมันแพงขึ้น นี่คือความเป็นจริง)
 อายุ ระยะเวลานับจากปัจจุบัน (ปี) มูลค่าเงินในอนาคต
ของค่าใช้จ่ายปัจจุบัน
(200,000 บาท)
 61 21 303,200
 62 22 309,200
 63 23 315,400
 64 24 321,700
 65 25 328,200
 66 26 334,700
 67 27 341,400
 68 28 348,300
 69 29 355,200
 70 30 362,300
 71 31 369,600
 72 32 377,000
 73 33 384,500
 74 34 392,200
 75 35 400,000
 76 36 408,000
 77 37 416,200
 78 38 425,500
 79 39 433,000
 80 40 442,000
  รวมเงิน 7,367,600

เมื่อนำปัจจัยอัตราเงินเฟ้อมาคิดคำนวณพบว่า....
  •จำนวนเงินค่าใช้จ่ายหลังเกษียณอายุถ้าคิดอัตราเงินเฟ้อ 0% รวม 20 ปี เท่ากับ 4,000,000 บาท 
  •จำนวนเงินค่าใช้จ่ายหลังเกษียณอายุถ้าคิดอัตราเงินเฟ้อ 2% รวม 20 ปี เท่ากับ 7,367,600 บาท 
  •จำนวนเงินค่าใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ แตกต่างกันถึง 3,367,600 บาท (เกือบสองเท่า)

คำถามสำคัญ: 
• ทำอย่างไร? จึงจะมีรายได้ 3-5 แสนบาทต่อปี สำหรับไว้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องทำงาน ในช่วงอายุ 60-80 ปี
• ทำอย่างไร? จึงจะมีรายได้ 25,000-50,000 บาทต่อเดือน สำหรับไว้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องทำงาน ในช่วงอายุ 60-80 ปี
• เมื่ออายุครบ 60 ปีกองทุนเกษียณอายุต้องมีจำนวนเงินเท่าไร? จึงจะเพียงพอใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 20 ปี ในช่วงอายุ 60-80 ปี?
• ถ้าออมเงินเพื่อการนี้จะต้องออมเงินเดือนละเท่าไร?
 
ตารางประมาณการเงินทุนเริ่มต้นเพื่อถอนออกมาใช้จ่าย: (เงินที่ต้องเตรียมเมื่ออายุครบ 60 ปี)
• กำหนดอัตราผลตอบแทน 2% ต่อปี
• กำหนดถอนเงินเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 20 ปี
• ถอนเงินทุกเดือนๆ ละครั้งๆ เท่ากัน 12 เดือนต่อปี

 วงเงินใช้จ่ายต่อปี เงินทุนเริ่มต้น เงินใช้จ่ายต่อเดือน เงินใช้จ่ายต่อวัน
 300,000 5,897,000 25,000 820
 350,000 6,879,000 29,000 950
 400,000 7,862,000 33,000 1,090
 450,000 8,845,000 37,500 1,200
 500,000 9,828,000 41,600 1,350

ทางเลือกการหารายได้:
  1. ทำงานหาเงิน  (ใช้แรงหาเงิน - ทำงานต่อไปโดยไม่ต้องเกษียณอายุ)
  2. เงินช่วยหาเงิน (เงินต่อเงิน - ลงทุนหุ้นหรือกองทุน, เงินฝาก, ประกันชีวิต, ทองคำ)
  3. ระบบช่วยหาเงิน  (มีตัวช่วยหาเงิน - มีทีมงานหรือเครือข่าย, มีกิจการของตัวเอง, มีธุรกิจเป็นของตัวเอง)
  4. ให้ลูกเลี้ยงดู / รับมรดก (โชคดี, ถูกหวย , ล็อตเตอรี่)
อุปสรรคและปัญหาของการเตรียมเงินกองทุนเกษียณอายุ:
  1. ขาดวินัยในการออมเงิน
  2. ไม่มีระบบการออมเงินที่ชัดเจน
  3. มีปัญหาสุขภาพและโรคร้ายแรง
  4. พิการหรือทุพพลภาพ ที่เกิดจากความไม่แน่นอนจากอุบัติเหตุ
  5. ความล้มเหลวและลงทุนผิดพลาด
รูปแบบการเตรียมเงินกองทุนเกษียณอายุ: (รีบวางแผนและลงมือทำ เสียแต่วันนี้ดีที่สุด)
  1. เงินฝากประจำธนาคาร
  2. เงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์
  3. ค่าเช่า (เช่น ซื้อบ้านให้คนเช่า)
  4. ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ หรือประกันชีวิตควบการลงทุน
  5. หุ้นหรือกองทุนในตลาดหลักทรัพย์
  6. พันธบัตรรัฐบาล
  7. เงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์
  8. มีธุรกิจเป็นของตัวเองและทำงานเป็นระบบ

ประกาศอัตราผลตอบแทนการออมที่น่าสนใจ:
  1. ประกาศอัตราผลตอบแทนของ AIA Universal Life   (ออมเงินในรูปแบบประกันชีวิต รับรองผลตอบแทนขั้นต่ำ ยึดหยุ่น ปรับเปลี่ยนง่าย ทุกช่วงเวลาของชีวิต)
  2. รายชื่อหุ้นมีเงินปันผลและจัดลำดับหุ้นมีเงินปันผลสูง (จากเว็บไซต์รวยหุ้น)

แนะนำผลิตภัณฑ์สำหรับกองทุนเกษียณอายุ:
  1. AIA Universal Life (ออมเงินในรูปแบบประกันชีวิตควบการลงทุน)
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม:
  1. ทรงลักษณ์ จันทโชติ   อีเมล์: songlak@futureaia.com
  2. สันติ จันทโชติ            อีเมล์: santi@futureaia.com 

กองทุน LTF ที่น่าสนใจ

โพสต์24 ธ.ค. 2556 02:50โดยสันติ จันทโชติ   [ อัปเดต 6 พ.ย. 2560 21:16 โดย สันติ จันทโชติ ]

       หากทำความรู้จักกองทุน LTF แต่ละกองให้ดีแล้วจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนให้ท่านได้ เขาเลยแนะนำว่าผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการลงทุนทุกครั้ง
        
       เพื่อช่วยให้ท่านประหยัดเวลาในการค้นหาข้อมูลของกองทุน LTF เด่นๆ ที่น่าสนใจ จึงได้ทำการสรุปรวบรวมข้อมูลไว้ให้ในบทความนี้


ก่อนเข้าไปดูรายละเอียดแนะนำให้ดูข้อมูลเปรียบเทียบผลประกอบการกองทุนก่อน โดยลองพิจารณาข้อมูลจัดอันดับผลประกอบการ 1 ปี  3 ปี และ 5 ปี เพื่อเลือกกองทุนเด่น
  1. กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว (B-LTF)
  2. กองทุนเปิดอเบอร์ดีนหุ้นระยะยาว (ABLTF)
  3. กองทุนเปิดวรรณเอเอ็มซีเล็คทีฟโกรทหุ้นระยะยาว (1SG-LTF)
  4. กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว 75/25 (BLTF75)
  5. กองทุนเปิด บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว (CG-LTF)
  6. กองทุนเปิด แวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว (VALUE-D LTF)
  7. กองทุนเปิด Big Cap ปันผล หุ้นระยะยาว (BIG CAP-D LTF)
  8. กองทุนเปิดฟิลลิปหุ้นระยะยาว (P-LTF) หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

มุมมองการจัดกลุ่มนักลงทุน (ฉบับร่าง)

โพสต์15 ม.ค. 2556 20:24โดยสันติ จันทโชติ   [ อัปเดต 22 ม.ค. 2556 17:56 ]

    "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง"  การกำหนดบทบาทของเราที่ชัดเจนในฐานะของนักลงทุน จะช่วยให้เราเลือกหุ้นที่จะลงทุนได้เหมาะสม เหมือนสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่หลวมเกินไป หรือไม่คับจนเกินไป ผู้สวมใส่ก็สบายตัว  ในมุมมองการลงทุน ก็สบายใจ ไม่เครียด ... 


วัตถุประสงค์:
  • ทำให้เห็นภาพรวมแนวคิดและมุมมองบทบาทนักลงทุนหลากหลายด้าน
  • เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

นักลงทุน 2 ประเภท
  1. นักเก็งกำไร
  2. นักลงทุน
ถ้าคุณซื้อหุ้นเพราะหวังว่า ราคาหุ้นจะขึ้นและขายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่าง คุณเป็นนักเก็งกำไร
ถ้าคุณซื้อหุ้นแล้วรอรับเงินปันผล พร้อมกับได้กระแสเงินสดแฝงนั้นแสดงว่า คุณเป็นนักลงทุน

ข้อมูลเพิ่มเติม:

นักลงทุน 3 ประเภท (ไม่เป็นทางการ)
    แบ่งตามความรู้ ความโลภ และ เครื่องมือที่ใช้
  1. แมงเม่าหุ้น
  2. มนุษย์หุ้น
  3. เซียนหุ้น
ข้อมูลเพิ่มเติม:



นักลงทุน 4 ประเภท
  1. นักลงทุนหุ้นปั่น
  2. นักลงทุนหุ้นพื้นฐาน แบบสวนตลาด (Contrarian Value Investor)
  3. นักลงทุนหุ้นพื้นฐาน แบบตามตลาด (Bullish Value Investor)
  4. นักลงทุนหุ้นพื้นฐาน แบบชั่วคราว (Temporal Value Investor)

"...พวกที่คิดว่าเข้าใจตลาดดี จึงเข้าไปซื้อขายทุกครั้งที่มีความเคลื่อนไหวของราคา สุดท้ายมักเป็นฝ่ายปราชัย เนื่องจากไม่สามารถควบคุมจิตใจให้เป็นกลางได้ ไม่ฉิบหายเพราะความโลภก็ต้องย่อยยับเพราะความกลัว..."

"... หากทว่า การไม่หวั่นไหว ก็อาจกลายเป็นผลร้ายได้ เมื่อพื้นฐานธุรกิจของหุ้นที่เราเคยคิดว่าดี มีความเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง เมื่อถึงเวลานั้นการตัดสินใจขายหุ้นออกไปก็จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นขึ้นมา แม้ว่าจะต้องขาดทุนและเจ็บช้ำบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของการลงทุน..."

ข้อคิดเตือนใจ:

"การลงทุนที่ดี ไม่เคยเกิดขึ้นจากความโลภที่เกินขอบเขต โดยเฉพาะนักลงทุนระดับ Buffett ที่เป็นตำนานอันดับหนึ่งของวงการลงทุน ก็มีผลตอบแทนเฉลี่ยไม่เกิน 40 เปอร์เซนต์ต่อปี ดังนั้น หากปีใดเราทำกำไรได้เกิน 40 เปอร์เซนต์ก็อย่าพึ่งลำพองใจ ให้เตรียมสติไว้รับมือกับปีที่เลวร้ายบ้าง

ไม่มีใครเป็นผู้ชนะตลอดกาล แต่คนที่ยึดติดกับชัยชนะในอดีตของตน ย่อมทำให้จิตใจยึดติด ไม่เปิดกว้างต่อความจริงแบบใหม่ ในที่สุดก็จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ย่อยยับ

สิ่งสำคัญที่ทำให้ Buffett เป็นอภิมหาเศรษฐีมากกว่านักลงทุนที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ดีกว่า จึงไม่ใช่ฝีมือในการลงทุน หากทว่าเป็นความล้ำเลิศในการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวกับการลงทุน แม้ว่าจะทำกำไรจากการลงทุนได้เพียง 40 เปอร์เซนต์ต่อปี แต่เนื่องจากฐานเงินลงทุนที่ระดมมาได้จากหลากหลายกลยุทธ์มีขนาดที่มหาศาลกว่านักลงทุนคนอื่นหลายร้อยเท่า จึงทำให้ Buffett ได้รับชัยชนะไปในท้ายที่สุด"

ข้อมูลเพิ่มเติม:

มุมมองการจัดกลุ่มหุ้น

โพสต์15 ม.ค. 2556 10:12โดยสันติ จันทโชติ   [ อัปเดต 6 มิ.ย. 2557 21:41 โดย สันติ จันทโชติ ]

    การจัดกลุ่มหุ้นนั้นเปรียบเหมือนกับคนตาบอดคลำช้าง ที่ต้องคลำหลายด้าน งวง ขา หาง หัว หู นำมารวมกันเพื่อใช้อธิบายว่าช้างมีลักษณะอย่างไร หรือเปรียบเหมือนการสร้างบ้านที่ต้องมีแบบแปลนหลายๆ แบบ เช่น แปลนสถาปัตย์  แปลนโครงสร้าง แปลนไฟฟ้า แปลนประปา และอื่นๆ

    การจัดกลุ่มหุ้นจากหลายมุมมอง ทำให้เรารู้จักสภาพของตลาดหุ้นได้ดียิ่งขึ้น เมื่อตลาดมีการเคลื่อนไหว เนื่องมาจากสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ก็สามารถจะทำนายแนวโน้มและทิศทางของตลาดได้แม่นยำมากขึ้นด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจเลือกลงทุนได้อย่างถูกต้อง



"เร็วหรือช้าไม่ใช่สิ่งสำคัญ ... เพราะในที่สุดแล้ว....
 สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ต้องคิดและเชื่อว่า..เราคือนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จ"    
    

    มุมมองการจัดกลุ่มหุ้น ประกอบด้วย
  • การจัดกลุ่มหุ้นแยกตามอุตสาหกรรม
  • การจัดกลุ่มหุ้นตามแบบปีเตอร์ ลินซ์
การจัดกลุ่มหุ้นแยกตามอุตสาหกรรม
    แบ่งหุ้นออกเป็น 8 กลุ่ม คือ
  1. กลุ่มเกษตรและและอุตสาหกรรมอาหาร (AGRO) 
    • กลุ่มธุรกิจการเกษตร (AGRI) 
    • ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD) 
    • หุ้นเด่นในกลุ่มนี้คือ CPF , MINT
  2. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (COMSUMP)
    • กลุ่มสินค้าแฟชั่น (FASHION) 
    • ของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน (HOME) 
    • ธุรกิจของใช้ส่วนตัว (PERSON) 
    • หุ้นเด่นในกลุ่มนี้คือ IFEC, MODERN, KYE
  3. กลุ่มธุรกิจการเงิน (FINCIAL) 
    • กลุ่มธนาคาร (BANK) 
    • สถาบันทางการเงินหรือโบรกเกอร์ (FIN)  
    • ธุรกิจประกันภัย (INSUR) 
    • หุ้นเด่นในกลุมนี้คือ KBANK , BLA
  4. กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (INDUS) 
    • กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (AUTO) 
    • ธุรกิจวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร (IMM) 
    • ธุรกิจกระดาษและวัสดุการพิมพ์ (PAPER) 
    • ธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) 
    • ธุรกิจการทำบรรจุภัณฑ์ (PKG) 
    • กลุ่มเหล็ก (STEEL) 
    • หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ คือ PTTGC , IVL , IHL
  5. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (PROPCON) 
    • กลุ่มวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง (CONMAT) 
    • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (PROP) 
    • กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (PFUND) 
    • หุ้นเด่นในกลุ่มนี้คือ CPNRF, LPN, GEN
  6. กลุ่มทรัพยากร (RESOURC) 
    • กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค (ENERG) 
    • กลุ่มเหมือง (MINE) 
    • หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ คือ PTTEP , PDI
  7. กลุ่มบริการ (SERVICE) 
    • กลุ่มการค้าพานิชย์ ( COMM) 
    • ธุรกิจโรงพยาบาล (HEALTH) 
    • สื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA) 
    • บริการเฉพาะกิจ (PROF) 
    • ธุรกิจท่องเที่ยว (TOURISM) 
    • ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ (TRANS) 
    • หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ คือ BIGC, GRAMMY, PSL, CENTEL
  8. หมวดเทคโนโลยี (TECH) 
    • ธุรกิจชิ้นส่วนอิเลคโทรนิกส์ (ETRON) 
    • ธุรกิจเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศ (ICT) 
    • หุ้นเด่นในกลุ่มนี้คือ HANA,SMT,ADVANC,TRUE
ข้อมูลเพิ่มเติม:


การจัดกลุ่มหุ้นตามแบบปีเตอร์ ลินซ์
    แบ่งหุ้นออกเป็น 6 กลุ่ม คือ
  1. หุ้นกลุ่มโตช้า
  2. หุ้นกลุ่มแข็งแกร่ง
  3. หุ้นกลุ่มโตเร็ว
  4. หุ้นกลุ่มวัฏจักร
  5. หุ้นกลุ่มพื้นตัว
  6. หุ้นกลุ่มทรัพย์สินมาก
    การจัดกลุ่มหุ้นแบบนี้ ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลงบการเงิน ข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และความรู้มากพอสมควร  

    การค้นหาหุ้นคู่กายและหุ้นในดวงใจ ควรอย่างยิ่งที่ต้องมีการจัดกลุ่มหุ้นในลักษณะนี้ด้วยตนเองเพื่อเพิ่มพูนทักษะการวิเคราะห์หุ้น ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ 

    ขั้นตอนวิธีการลงทุนโดยสรุป
  • กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายการลงทุน
  • ทำวิเคราะห์ และกำหนดจัดหุ้นเข้ากลุ่ม
  • ตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้น ที่ตอบโจทย์เป้าหมายตามที่กำหนดไว้
  • ติดตามประเมินระยะเวลาและผลตอบแทนตามที่กำหนดไว้ก่อนขายทิ้ง
    
มุมมองของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
 กลุ่ม น่าสนใจ ลักษณะเด่น
 หุ้นกลุ่มโตช้า NO จะซื้อต้องถือยาว
 หุ้นกลุ่มแข็งแกร่ง YES ความเสี่ยงต่ำ ปันผลสม่ำเสมอ
 หุ้นกลุ่มโตเร็ว YES ถ้าพื้นฐานดี ถือระยะยาวได้
 หุ้นกลุ่มวัฎจักร YES มีความไม่แน่นอนสูง
 หุ้นกลุ่มพื้นตัว YES เสี่ยงสูง กำไรงาม
 หุ้นกลุ่มทรัพย์สินมาก NO ดูปัจจัยประกอบหลายด้าน


ข้อมูลเพิ่มเติม:

หาหุ้นคู่กายอย่างไรดี?

โพสต์15 ม.ค. 2556 09:45โดยสันติ จันทโชติ   [ อัปเดต 15 ม.ค. 2556 19:01 ]

    มีอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า...ต้องหาหุ้นคู่กายให้ได้...ต้องหาหุ้นในดวงใจให้ได้...เข้าทำนองที่ว่า  รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง...

    หลักการนั้นง่าย แต่กรรมวิธี กระบวนการ ที่นำมาใช้ต้องเลือกให้ถูกโฉลกเหมาะสมกับผู้ลงทุน
หรือตัวเราเองด้วย ... เข้าทำนอง...อาวุธดี ฝีมือเยี่ยม ย่อมกลายเป็นผู้เยี่ยมยุทธแน่นอน

    สำหรับเนื้อหาของบทความนี้จะเป็นการทยอยเขียนเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ  โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงกรรมวิธีหาหุ้นคู่กายให้ได้โดยใช้ระยะเวลาให้สั้นที่สุด
    
    

แนะนำเว็บไซต์การลงทุน

  • รวยด้วยหุ้น สอนการเล่นหุ้นแบบหมดเปลือก ทั้งมือใหม่และมืออาชีพ



กฏเหล็กและข้อแนะนำการลงทุนของปีเตอร์ ลินซ์

โพสต์9 ม.ค. 2556 07:30โดยสันติ จันทโชติ   [ อัปเดต 9 ม.ค. 2556 17:59 ]



  1. การลงทุนนั้นสนุก ตื่นเต้น และอันตรายมากถ้าคุณไม่ศึกษาหรือวิเคราะห์ก่อนลงทุน
  2. ความเก่งหรือความสามารถในการลงทุนของคุณนั้นไม่ใช่จะได้มาจากนักวิเคราะห์ หลักทรัพย์หรือผู้รู้ในตลาดหุ้น แต่ความเก่งหรือความสามารถในการลงทุนของคุณนั้นอยู่ในตัวคุณอยู่แล้ว คุณจะสามารถชนะตลาดหุ้นได้ถ้าคุณลงทุนในบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่คุณเข้าใจ อยู่แล้ว
  3. 30 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นถูกโน้มน้าวหรือถูกควบคุมโดยนักลงทุนมืออาชีพ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีผลต่อตลาดมากอย่างไรก็ตาม ถ้านักลงทุนรายใหม่อยากชนะตลาดก็ควรวิเคราะห์ หรือศึกษาการลงทุนจะดีกว่าที่จะฟังคนอื่นบอกมาอีกที
  4. ติดตามบริษัทที่คุณได้ทำการลงทุนไปอย่างสม่ำเสมอ
  5. ผลประกอบการของบริษัทและราคาหุ้นอาจจะไม่มีความสัมพันธ์ในระยะสั้นหนึ่งเดือน หรือสองเดือนแม้กระทั้งสองหรือสามปี แต่ในระยะยาวผลประกอบการของบริษัทและราคาหุ้นมีความสัมพันธ์กัน 100 เปอร์เซ็นต์
  6. คุณต้องรู้ว่าคุณเป็นเจ้าของหุ้นอะไร และเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกเป็นเจ้าของหุ้นตัวนี้
  7. การวิเคราะห์การลงทุนในระยะยาวเกินไป บ่อยครั้งที่จะคลาดเคลื่อนจากที่คิดไว้
  8. การมีหุ้นนั้นเปรียบได้เหมือนมีลูก อย่าไปมีหุ้นมากเกินกว่าแรงของตัวเองจะรับไหว
  9. ถ้ายังหาหุ้นที่น่าลงทุนไม่ได้ จงอย่าลงทุนและนำเงินไปฝากธนาคารจนกว่าจะหาเจอ
  10. จงหลีกเลี่ยงหุ้นที่ร้อนในอุตสาหกรรมที่แรง และควรลงทุนหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตน้อยจะเป็นผู้ชนะในส่วนมาก
  11. ถ้าพูดถึงบริษัทขนาดเล็กคุณควรจะรอจนกว่าบริษัทมีความสามารถทำกำไรสม่ำเสมอ แล้วค่อยตัดสินใจลงทุน
  12. ถ้าคุณอยากลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในช่วงวิกฤต จงลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสที่จะรอดจากช่วงวิกฤตได้
  13. ถ้า คุณลงทุน $1,000 ในตลาดหุ้นคุณมีโอกาสที่จะขาดทุนมากที่สุดเท่ากับ $1,000 แต่มีโอกาสทำกำไรมากถึง $10,000 หรือ $50,000 ถ้าคุณใจเย็นกับการลงทุน
  14. ในทุกอุตสาหกรรมนักลงทุนสมัครเล่นสามารถหาบริษัทที่ดีเยี่ยมก่อนนักลงทุนมืออาชีพนานเลยทีเดียว
  15. ตลาดหุ้นตกเป็นเรื่องธรรมชาติเปรียบเหมือนฝนที่ต้องตกทุกปี
  16. นักลงทุนทุกคนมีความสามารถที่จะทำกำไรในตลาดหุ้น แต่ไม่ทุกคนที่มีความกล้า ถ้าคุณเป็นนักลงทุนประเภทที่ต้องขายหุ้นในช่วงเวลาหุ้นตกหรือช่วงตกใจ จงอย่าลงทุนในหุ้น
  17. อย่าวิตกกังวลในปัจจัยภายนอกมากเกินไป นักลงทุนควรขายหุ้นทำกำไรก็ต่อเมื่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้นแย่ลง
  18. ไม่มีใครสามารถทำนายอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นได้ดังนั้นจงติดตามบริษัทที่คุณได้ทำการลงทุนไปอย่างสม่ำเสมอ
  19. ถ้าคุณวิเคราะห์ 10 บริษัท คุณจะเจอ 1 บริษัทที่เด่นกว่าที่คุณคิดไว้ ถ้าคุณวิเคราะห์ 50 บริษัทคุณจะเจอ 5 บริษัทที่ดีเยี่ยม
  20. ถ้าคุณไม่ศึกษาหรือวิเคราะห์การลงทุนในหุ้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นไพ่โป๊กเกอร์แบบไม่ดูไพ่
  21. ถ้าเวลาอยู่ข้างเดียวกับคุณ หากคุณลงทุนในบริษัทชั้นดีคุณสามารถที่จะรอได้ แต่หากคุณพลาดการลงทุนในหุ้น Wal-Mart มันก็ยังเป็นหุ้นที่น่าซื้ออยู่ดี แต่เวลาจะเป็นศัตรูกับคุณถ้าคุณซื้อออปชั่น
  22. ถ้าคุณอยากลงทุนแต่คุณไม่มีเวลาทำการบ้าน คุณควรจะซื้อกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงและกองทุนหลายประเภท
  23. ภาษีที่คิดจากส่วนต่างของราคาจะส่งผลในเชิงลบกับนักลงทุนที่สับเปลี่ยนกอง ทุนบ่อยครั้งเกินไป หากคุณลงทุนในกองทุนหนึ่งกองหรือหลายกองที่ให้ผลตอบแทนดีๆ จงอย่าขายพวกมันออกไปแบบใช้อารมณ์จงถือกองทุนเหล่านั้น
  24. ในบรรดาตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นที่อเมริกาให้ผลตอบแทนรวมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาสูงเป็นอันดับแปดของ โลก คุณจะสามารถหาประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วกว่าโดยการนำเงินไป ลงทุนต่างประเทศที่มีผลตอบแทนที่ดี
  25. ในระยะยาวแล้ว พอร์ตการลงทุนที่ประกอบด้วยหุ้นและกองทุนหุ้นที่ดีจะให้ผลตอบแทนที่ สูงกว่าพอร์ตที่ประกอบด้วยตราสารหนี้หรือการลงทุนในตลาดเงิน อย่างไรก็ตามในระยะยาว พอร์ตที่ประกอบด้วยหุ้นและกองทุนหุ้นแบบแย่ๆ จะไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินที่ถูกเก็บเอาไว้ใต้ที่นอนได้

ที่มา:หนังสือ One Up On Wall Street

ตรวจสุขภาพการเงิน ไปเพื่ออะไรและมีความจำเป็นแค่ไหน?

โพสต์8 ม.ค. 2556 21:53โดยสันติ จันทโชติ   [ อัปเดต 16 ม.ค. 2556 22:14 ]


           เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าสิ่งที่เราทุกคน หรือทุกครอบครัว ควรทำอย่างยิ่งในเรื่องการเงินคือ การทำบัญชีรับ-จ่ายส่วนตัว หรือบัญชีรับ-จ่าย ของครอบครัว เพื่อทำให้เรารู้สถานะทางการเงินของเรา รู้ที่มาที่ไปของเงิน เพราะเมื่อรู้แล้วทำให้เราสามารถวางแผนทางการเงินได้ดีขึ้น


  
 องค์ประกอบพื้นฐานทางบัญชีและการเงินที่เราควรรู้จักกันดี ประกอบด้วย

  1. รายรับ      <ควรมีมาจากหลายแหล่ง เพื่อลดความเสี่ยง>
  2. รายจ่าย    <ควรมีการตรวจสอบและควบคุม ให้รั่วไหลน้อยที่สุด>
  3. ทรัพย์สิน  <ควรมีการกระจายสินทรัพย์ให้เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย>
  4. หนี้สิน      <ไร้หนี้ดีที่สุด งดกู้ยืม โดยไม่จำเป็น> 
  5. ภาษี        <หากมีวางแผนบริหารจัดการที่ดีจะช่วยลดภาระภาษีได้>
    แต่เนื่องจากสภาพขององค์ประกอบที่กล่าวมามีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทำให้จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบบัญชีเป็นประจำอีกด้วย

    สำหรับเรื่องการจัดทำบัญชีที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องของวิธีการเท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละคน แต่เรื่องสำคัญที่สุดกลับเป็นเรื่องของความคิดและความรู้สึก คือ ต้องรู้สึกว่า เราคือผู้ที่ประสบความสำเร็จทางการเงิน ร่ำรวย รุ่งเรือง มั่งคั่ง เพราะ...
  • ถ้าท่านไม่รู้สึกว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จทางการเงิน ท่านก็จะไม่ประสบความสำเร็จ
  • ถ้าท่านไม่รู้สึกถึงความมั่งคั่งทางการเงินได้ ท่านก็จะไม่มีความมั่งคั่งทางการเงิน
  • ถ้าท่านไม่รู้สึกถึงความร่ำรวย ท่านก็จะไม่ร่ำรวย
  • ถ้าท่านไม่รู้สึกถึงความมั่งคั่ง ท่านก็จะไม่มั่งคั่ง
    หากเราไม่คิดที่จะประสบความสำเร็จอยู่แล้ว การทำบัญชีและการตรวจสอบทางการเงินก็ไม่มีความจำเป็น เพราะทำไปหรือไม่ทำ ก็มีผลเหมือนกัน คือ ไม่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว เพราะหากทำแล้ว วางแผนดี รู้ดีทุกอย่าง แต่ไม่นำไปปฏิบัติหรือแก้ไขปัญหา ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด และไม่ว่ามีที่ปรึกษาดีหรือเก่งอย่างไรก็ตาม หากผู้ที่เป็นเจ้าของเงินไม่ลงมือทำก็ไร้ประโยชน์

    การตรวจสุขภาพการเงิน (Financial Health Check)  เป็นเรื่องของการตรวจสอบทางการเงินที่มีการกำหนดเป้าหมายทางการเงินไว้ด้วย เพราะความสำเร็จต้องอาศัยเป้าหมายเป็นองค์ประกอบด้วย เพราะหากไร้เป้าหมาย ก็ไร้ทิศทาง ไร้จุดหมาย  ก็ไม่มีวันจะพบกับความสำเร็จแน่นอน

    การตรวจสุขภาพการเงิน โดยทั่วไปจะทำการตรวจสอบและทบทวนวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางการเงิน ประกอบด้วย
  • การคุ้มครองและปกป้องรายได้ หากสูญเสียความสามารถ
  • การเตรียมค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล จากอุบัติเหตุ เจ็บป่วยหรือโรคร้ายแรง
  • การเตรียมเงินสำหรับเพื่อไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ
  • การเตรียมเงินสำหรับไว้ใช้จ่ายเพื่อเป็นทุนการศึกษาบุตร
  • การวางแผนการลงทุนที่สอดคล้องกับความต้องการทางการเงิน
  • การวางแผนการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน เป็นต้น
    
    
    

1-10 of 12